วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บรรณารักษ์คิดบวก

บรรณารักษ์คิดบวก

    ในช่วงตอนนี้โลกของเรากำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ คนในทุกวงการไม่เว้นแม้แต่ในวิชาชีพห้อง
สมุดกำลังปรับตัวอย่างรวดเร็วตามสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เช่น การทำโครงการที่ประหยัดเงินหรือแทบไม่ต้องใช้เงิน โดย
สามารถคิดและทำด้วยตัวเอง

ห้องสมุดหลายแห่งทำกระบวนการวางแผนเชิงกลยุทธ์ เพื่อเป็นการมองไปข้างหน้า บรรณารักษ์ถูกคาดหวังว่า
จะต้องทำงานให้มากขึ้น พร้อมกับทรัพยากรที่ลดลง เราต้องใช้คอมพิวเตอร์ในช่วงระยะเวลาที่นานขึ้น แล้วก็ต้องคิดถึง
บริการในเชิงรุกให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน รวมถึงการทำและบริหารโครงการโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มคน
แล้วมันเป็นการเพิ่มภาระงานหรือไม่ คำตอบก็คือใช่แน่นอน หลายคนตระหนักว่าปัจจุบันผู้ที่ปฏิบัติในแถวหน้าจะได้รับการ
พิจารณาเมื่อผ่านงานที่ยาก ๆ ไปได้ และบริการเพิ่มเติมแบบใดจึงจะสามารถตอบสนองผู้ใช้จำนวนมากขึ้นที่ต้องการความ
ช่วยเหลือล่ะ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว นักศึกษาสาขาบรรณารักษ์และสารสนเทศศาสตร์จะทำอย่างไรจึงจะสนองตลาดงานแบบนี้
ได้

ในขณะนี้มีการเปิดสอนวิชา Library 2.0 และเทคโนโลยีการสร้างเครือข่ายสังคม โดยนักศึกษาจะได้รับการ
สนับสนุนให้ทดลอง เล่น และคิดเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับการปรับปรุงบริการในโลกที่เปลี่ยนไป คำแนะนำเหล่านี้จะช่วยนัก
ศึกษาในตลาดงานได้ไม่มากก็น้อย

1. ทำปัญหาให้เป็นโอกาส ให้พิจารณาประเด็นที่มีผลกระทบต่อห้องสมุดในขณะนี้ เช่น เศรษฐกิจ อุปกรณ์
แปลงผันใหม่ๆ และ digital streaming and download ให้ดูว่านักคิดเชิงนวัตกรรมทำได้อย่างไรโดยไม่เจอกับปัญหา

2. อย่าหยุดยั้งที่จะเรียนรู้ ทีละน้อยค่อยๆ เรียนรู้ ผ่านการสะดุดและความสำเร็จ วิธีการกำหนดปัญหาและ
ค้นพบวิธีแก้ไขผ่านทางหลักฐานและความคิดของตนเอง หากสามารถเขียนเรื่องราวบน Facebook ได้ จากนี้ก็จะสามารถ
เขียนลงบนสื่อใด ๆ ก็ได้

3. อยากรู้อยากเห็น เซ็ธ โกดิน (Seth Godin) กูรูด้านการตลาดแนะนำว่า “การอยากรู้อยากเห็นหมายถึง
การสำรวจตั้งแต่แรก” ผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ ๆ ควรเน้นที่ลักษณะแบบนี้ และให้ใส่ไว้ในใบสมัครงาน โดยอาจเขียนว่า “ฉัน
อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับการที่ห้องสมุดและบรรณารักษ์สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงโลก อย่างน้อยผู้ใช้ห้องสมุดหนึ่งคนก็ได้”

4. มุ่งเน้นที่ใจ ไม่ว่าจะหางานได้หรือไม่ ผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ควรจำไว้ว่าต้องมุ่งเน้นที่ตัวมนุษย์ แคเร็น
ชไนเดอร์ (Karen Schneider) เตือนเราว่า “ผู้ใช้คือดวงอาทิตย์” หากเราสามารถช่วยเหลือผู้ใช้ให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดได้ ความ
ต้องการสารสนเทศที่พึงใจ หรือช่วยเหลือเรื่องการเชื่อมต่อทางสังคม นั่นก็หมายความว่าเราเข้าถึงใจได้แล้ว


ผู้บริหารห้องสมุดกำลังต้องการจ้างคนที่ไม่ใช่มีแค่ความเข้าใจเชิงปรัชญาที่ดีเกี่ยวกับบทบาทและจุดมุ่งหมาย
ของห้องสมุดเท่านั้น แต่ยังต้องมีความรู้เกี่ยวกับงานบริการลูกค้าที่ต่อเนื่องด้วย บรรณารักษ์ไม่ใช่แค่อ้างกฎ 5 ข้อของแรง
กานาธาน (Ranganthan’s five laws) เท่านั้น ยังต้องเข้าใจการบริการลูกค้าและยินดีที่จะทำทุกอย่างที่โถมเข้าหาตัว ไม่ว่า
การนำหนังสือขึ้นชั้น การจำหน่ายออก การทำงานเสมียน หรือการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง นั่นก็คือการปรับตัวได้ง่ายและมี
ความยืดหยุ่น ให้ช่วยเหลือที่คุณจะช่วยได้และสนองความต้องการของผู้ใช้

บรรณารักษ์และผู้บริหารควรมีความจริงใจและเปิดกว้างกับบรรณารักษ์ใหม่ บ่อยครั้งเรามักคล้ายกับพยายาม
ทำทุกอย่าง และทุกอย่างที่ทำก็ประสบความสำเร็จ ซึ่งบางครั้งมันไม่ใช่ เราควรเรียนรู้จากความพยายามเหล่านี้และทำให้ดี
ขึ้น โดยเฉพาะบรรณารักษ์ใหม่นั้นต้องการการสนับ สนุนที่จริงใจ ไม่ใช่เรื่องเล่าเพ้อฝันของอดีตยุคก่อน ๆ

กลยุทธ์การตลาด 3.0 เพื่อการบริหารจัดการห้องสมุดในอนาคต


กลยุทธ์การตลาด 3.0 เพื่อการบริหารจัดการห้องสมุดในอนาคต

การตลาด 3.0 ได้พัฒนามาจากเทคโนโลยี Web 1.0 และ 2.0 ซึ่งเคยเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการห้องสมุดในอดีต และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปสู่เทคโนโลยี Web 3.0 ในอนาคต ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงโลกการตลาด ก่อให้เกิดแนวคิดการตลาด 1.0 ที่มุ่งเน้นสินค้าและบริการ ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นการตลาด 2.0 ที่ มุ่งสร้างความสัมพันธ์และประสบการณ์ร่วมที่ดีกับลูกค้า ปัจจุบันในยุคการตลาด 3.0 เกิดจากความต้องการที่แตกต่างและหลากหลาย โดยเฉพาะการเติบโตของสังคมออนไลน์ (Social Network) ที่ต้องเข้าถึงความคิดจิตใจของผู้บริโภคและมุ่งเน้นความเป็นตัวตน เอกลักษณ์ ความน่าเชื่อถือของสินค้า เพื่อดึงดูดและครองใจผู้บริโภคให้เกิดความประทับใจและความผูกพันต่อสินค้าหรือองค์กรอย่างยั่งยืนตลอดไป

บัญญัติ 10 ประการ ของ Marketing 3.0 (แนวทางเพื่อให้ได้พื้นฐานทางใจของผู้ใช้บริการ)

1. รักในลูกค้า และ เคารพในคู่แข่ง
- ลูกค้าคือพระเจ้า ผู้ใช้บริการก็เช่นกัน คู่แข่งคือกระจกสะท้อนตัวตนของเรา

2. สร้างแบรนด์ที่ชัดเจน (DNA + Positioning)
- ค้นหาเอกลักษณ์ ความเป็นตัวตนของห้องสมุด (อาจมาจากการสำรวจความคิดเห็นผู้ใช้บริการ) ดึงสิ่งที่ห้องสมุดทำได้ดีที่สุดออกมาเป็นจุดขาย ทำให้ห้องสมุดของเราแตกต่างจากทางเลือกอื่น หรือ ทางเลือกอื่นเป็นอย่างเราไม่ได้

3. ค้นหาลูกค้าที่จะได้รับประโยชน์จากเรามากที่สุด
- ค้นหาผู้ใช้บริการกลุ่มใหญ่ที่สุดให้เจอ ปรับแนวคิดการบริหารจัดการเพื่อสนองตอบความคิด/ความต้องการของกลุ่มนั้น ๆ อย่างเต็มที่

4. ทำให้ลูกค้าค้นหาเราได้ง่าย
- เพิ่มช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ใช้บริการกับห้องสมุด

5. ให้ OFFER ที่คุ้มราคา เหนือความคาดหวัง
- สร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ในการใช้บริการห้องสมุด เช่น เปิดบริการ 24 ชั่วโมง บริการน้ำชา-กาแฟ คือทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกว่าที่นี่มีพร้อมทุกอย่าง มาแล้วไม่ต้องไปที่อื่นอีก หรือเสียดายที่ไม่ได้เข้าใช้ เป็นการเพิ่มความหลากหลายให้ชีวิต นอกเหนือจากปัญญา

6. เก็บข้อมูลลูกค้าให้ละเอียด
7. เก็บข้อมูลลูกค้าเชิงลึก
8. ทุกธุรกิจคือการบริการ
9. พัฒนากระบวนการให้รวดเร็ว ครบถ้วน แม่นยำ ตรงเวลา
10. พร้อมเปลี่ยนแปลง
การติดตามข้อมูลข่าวสารในโลกยุคใหม่เพื่อการพัฒนาห้องสมุดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในทางการตลาดถือว่าข้อมูลข่าวสารเป็นสินค้า หรือผลผลิตเชิงเศรษฐกิจที่มีค่าเพื่อนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ

ที่มา ; http://km.oas.psu.ac.th/blog/152

การจัดการความรู้กับห้องสมุด

 
 
การจัดการความรู้กับห้องสมุด
 
ห้องสมุดที่เป็นศูนย์รวมความรู้ต้องมีการจัดเก็บความรู้ในหลายหลากรูปแบบ ทั้งฐานข้อมูล ฐานเอกสาร เครือข่าย คลังข้อมูล ห้องสมุดเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เก็บรวบรวมความรู้ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ Help Desk เครื่องมือในการค้นหาสารนิเทศอันได้แก่ บัตรรายการ บัตรคำถามที่ใช้บ่อย ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นฐานความรู้ทั้งสิ้น ห้องสมุดประเภทแรกที่นำเอาการจัดการความรู้เข้ามาประยุกต์ใช้ในการทำงานคือ ห้องสมุดเฉพาะต่างๆ ซึ่งห้องสมุดเฉพาะก็มีทรัพยากรสารนิเทศที่เป็นเฉพาะสาขาวิชา อันเอื้ออำนวยต่อการควบรวมความรู้เฉพาะด้านอยู่ก่อนแล้ว และห้องสมุดก็เหมือนองค์กรอื่นๆ ที่ต้องการการจัดการความรู้มาพัฒนาความรู้ในองค์กรเช่นเดียวกัน เช่น ห้องสมุดจำเป็นต้องสร้างความรู้จากสถิติการใช้ข้อมูล ทั้งสถิติการเข้าถึงฐานข้อมูล การเข้าใช้ห้องสมุด นอกจากนี้ห้องสมุดยังใช้ความรู้ในการสร้างจุดแข็งให้ห้องสมุดเอง เนื่องจากการจัดการความรู้เป็นหนึ่งเครื่องมือในการวางแผนและออกแบบงานบริการของห้องสมุดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การจัดการความรู้กับบรรณารักษ์
Davenport and Prusak (1988) อธิบายถึงบทบาทของบรรณารักษ์กับการจัดการความรู้ว่า บรรณารักษ์ คือ นายหน้าค้าความรู้ที่จำเป็นมากในเศรษฐกิจหรือตลาดความรู้ ซึ่งมีหน้าที่ติดต่อระหว่างผู้ซื้อ กับผู้ขาย หรือคนที่อยากได้ความรู้กับคนที่มีความรู้ บรรณารักษ์เป็นนายหน้าค้าความรู้ที่เราเห็นภาพชัดเจนที่สุด
ผู้นำการจัดการความรู้นั้น จะต้องประกอบไปด้วย ผู้ให้คำปรึกษาและบรรณารักษ์ วิชาชีพบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ต้องเข้าใจเกี่ยวกับการเข้าถึงคุณค่าของสารนิเทศและความรู้ทั้งในองค์การและในชุมชนรอบข้างอย่างกว้างขวาง ซึ่งพอจะสรุปบทบาทของผู้นำการจัดการความรู้หรือบรรรารักษ์ในสังคมสารนิเทศได้สองลักษณะดังนี้

1. บรรณารักษ์เป็นผู้จัดการความรู้ ซึ่งบรรณารักษ์ต้องปฏิบัติงานกับทรัพยากรสารนิเทศและความรู้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการจัดการสารนิเทศ การจัดแต่งสารนิเทศ อีกทั้งบรรณารักษ์ก็เป็นศูนย์กลางของชุมชนเปรียบเสมือนศูนย์กระจายข่าวสาร และความรู้ให้กับผู้ใช้ในชุมชนได้ตามความต้องการ

2. บรรณารักษ์เป็นครู หรือผู้ฝึกอบรม บทบาทในที่นี้ คือ บทบาทของบรรณารักษ์ในสถานศึกษา โดยบรรณารักษ์ส่วนมากต้องทำหน้าที่สอนวิชาการค้นคว้าสารนิเทศต่างๆ หรือสอนการใช้ห้องสมุดของนักศึกษาที่เข้ามาใหม่และยังไม่คุ้นเคยกับห้องสมุด จุดนี้เองทำให้บรรณารักษ์เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักศึกษาหรือผู้ใช้ไปโดยธรรมชาติของวิชาชีพ

White (2003) กล่าวว่า คนที่ทำงานทางด้านความรู้ (Knowledge Workers) คือคนที่สามารถประเมินและกลั่นกรองสารนิเทศที่มีประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้หรือลูกค้าโดยป้องกันผู้ใช้หรือลูกค้าออกจากสารนิเทศที่ไร้ประโยชน์ ซึ่งงานสองงานของบรรณารักษ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องกับการเป็นคนที่ทำงานทางด้านความรู้ คือ

- งานจัดซื้อ บรรณารักษ์ต้องสามารถประเมินสิ่งที่จัดซื้อเข้าห้องสมุด โดยแบ่งเป็น การประเมินสิ่งที่จัดซื้อไว้ว่า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้หรือไม่ และสิ่งใดที่ห้องสมุดยังไม่มีแต่ควรมีไว้ รวมถึงการใช้บริการยืมระหว่างห้องสมุดด้วย
- งานวิเคราะห์รายการบรรณานุกรม ที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงสารนิเทศและความรู้ที่ต้องการได้สะดวกรวดเร็วและตรงกับความต้องการมากที่สุด

ทักษะของบรรณารักษ์ในการทำหน้าที่เป็นผู้จัดการความรู้
  1. บรรณารักษ์ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้ ทั้งพื้นฐาน ความเป็นมา และคุณค่าของความรู้ว่า ความสำคัญเพียงใดต่อองค์กร การทำให้องค์กรประสบความสำเร็จนั้น บรรณารักษ์ต้องทุ่มเทกับการจัดการความรู้ โดยการยึดหลักการเข้าถึงและจัดสรรแบ่งปันความรู้ให้แก่กันอย่างทั่วถึง
  2. บรรณารักษ์ต้องมีความรู้ และเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีสารนิเทศ โดยเฉพาะการสื่อสารและข่ายงาน ตลอดจนต้องมีทักษะในการสืบค้น จัดเก็บ จัดส่งสารนิเทศและความรู้ให้แก่ผู้ใช้
  3. บรรณารักษ์ต้องมีขีดความสามารถในการสื่อสารที่ดี มีมนุษย์สัมพันธ์ เนื่องจากบรรณารักษ์จะต้องเป็นตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับสารนิเทศและความรู้อยู่ตลอดเวลา
  4. บรรณารักษ์ต้องมีความรู้เกี่ยวกับองค์กรว่ามีกิจกรรมอะไรบ้าง รวมถึงโครงสร้างฝ่ายงานต่างๆ เพื่อทราบทิศทางการไหลเวียนของสมานิเทศอันส่งผลให้เกิดกลุ่มการเรียนรู้ได้
  5. บรรณารักษ์ต้องทราบความต้องการของผู้บริหารระดับต่างๆ ในองค์กร เพื่อสามารถจัดหาความรู้ได้ตามความต้องการและทันการณ์ ส่งผลให้การตัดสินใจของผู้บริหารรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  6. บรรณารักษ์ต้องมีจิตวิทยาในการเข้าถึงและกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจของบุคลากรในองค์กรทุกคนว่าต้องตระหนักถึงความสำคัญของความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานในองค์กร
  7. บรรณารักษ์ต้องเป็นผู้มองการณ์ไกล และก้าวทันโลก ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีสารนิเทศ ที่กำลังทันสมัยไปอย่างรวดเร็ว บรรณารักษ์ในบทบาทผู้จัดการความรู้จะต้องเป็นผู้ที่มีความไวต่อการรับทราบความเปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะสามารถปรับตัวเองให้ทันยุคสมัยตลอดเวลา
ลักษณะของคนในองค์การแห่งการเรียนรู้1. ใฝ่แรงใฝ่รู้คู่ศักยภาพ สมาชิกขององค์กรจะต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญคือ เป็นคนที่รู้เห็น และเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

2. รับรู้ภาพลักษณ์โลกรอบตัวอย่างถูกต้อง เป็นความคิดความเข้าใจของคนที่มีต่อหน่วยงาน ซึ่งจะต้องประกอบพื้นฐานที่สำคัญ 2 ประการคือ 1) ใช้การวางแผนเป้ฯกระบวนการเรียนรู้ 2) ต้องฝึกฝนทักษะในการใคร่ครวญและตั้งคำถาม

3. การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน เป็นวิธีการทำให้แต่ละคนเกิดวิสัยทัศน์ การหัดให้คนคิดไปข้างหน้า มองอนาคต

4. การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม เป็นการเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิกโดยอาศัยความรู้และความคิดของสมาชิกในกลุ่มมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อพัฒนาความรู้

5. คิดเป็นระบบครบวงจร เป็นวิธีคิดให้ครอบคลุมรอบด้าน สามารถเข้าใจปรากฏการณ์ ความเปลี่ยนแปลง เห็นความสัมพันธ์และเชื่อมโยงระบบย่อยต่างๆ ขององค์กรได้

 ที่มาจาก http://kmlibrary.bu.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=32%3A2011-02-24-03-47-32&catid=13%3A2010-12-22-04-02-34&Itemid=14

การเปลี่ยนแปลงบทบาทห้องสมุด..

 

การเปลี่ยนแปลงบทบาทห้องสมุด..

“การเปลี่ยนแปลง” คือ? ความท้าทาย หรือ ความหวาดกลัว วิถีใหม่ที่ดีกว่า หรือ ความร้าวฉาน การลดค่าใช้จ่าย หรือ การสิ้นเปลือง เรียนรู้หลักพื้นฐานการจัดการการเปลี่ยนแปลง และกรณีศึกษาการจัดการการเปลี่ยนแปลงบทบาทของห้องสมุดและบรรณารักษ์ห้องสมุด มหาวิทยาลัยฮ่องกง มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดอันดับที่ 1 ของภูมิภาคเอเชีย จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด 200 อันดับแรกของภูมิภาคเอเชียของ QS Asian Universities Ranking 2009 และ อันดับที่ 93 จาก Top 200 Colleges and Universities in the world/top200
การเปลี่ยนแปลงองค์กร Dr. Anthony Ferguson เน้นสิ่งสำคัญก่อนอื่นใด คือ การเข้าใจปัจจัยพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีผลต่อผู้รับผิดชอบการจัดการการเปลี่ยนแปลง ซึ่งได้แก่
  1. คนที่ต่างกันย่อมมีปฏิกิริยาต่อต่างกัน บางคนชอบ/ไม่ชอบ บางคนยอมรับ/ปฏิเสธและต่อต้าน ดังนั้นจึงต้องสร้างพันธมิตรกับคนที่ปฏิเสธและต่อต้าน สนับสนุนพันธมิตรเพื่อให้รู้จักกันยิ่งๆ ขึ้น
  2. ทุกคนต้องการบรรลุความต้องการพื้นฐาน ต้องการจัดการชีวิตตัวเอง และมีส่วนร่วมในการจัดการความเปลี่ยนแปลงและต้องการรู้ว่าจะเกิดอะไรกับตัวเอง ฉะนั้นการเข้าใจความต้องการคนเหล่านี้และทำให้เกิดผลจึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งลงมือ
  3. การเปลี่ยนแปลงมักเกิดขึ้นคู่กับการสูญเสียเสมอ ซึ่งเส้นโค้งของความสูญเสียเริ่มจาก ตระหนก โกรธเคือง ปฏิเสธ ยอมรับ และบำบัด ซึ่งการเข้าใจว่าคนเราผ่านเส้นทางการเปลี่ยนแปลงช้าเร็วต่างกัน และใช่ว่าทุกคนจะผ่านไปได้เป็นสิ่งที่ต้องทำ
  4. จัดการความคาดหวังด้วยความเป็นจริง ความหวัง คำมั่นที่ให้ไว้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง เราจึงต้องสร้างความมั่นใจให้กับคนที่จะได้รับผลของการเปลี่ยนแปลงว่าสิ่งที่สัญญาไว้จะเป็นจริง
  5. ขจัดความกลัวให้ได้ โดยใส่ใจความรู้สึกและหาทางบรรเทาความกลัวด้วยความจริงจังและจริงใจ
สิ่งที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้ คือ
ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ตั้งแต่การไม่ได้ให้ภาพจริงถึงสิ่งที่รออยู่สำหรับบุคลากรที่ต้องการพบกับการเปลี่ยนแปลง การคาดเดาเองว่าเพื่อนร่วมงานเข้าใจถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น และผู้ปฏิบัติงานไม่ใช่คนตัดสินใจแต่กลายเป็นผู้บริหารระดับสูงซึ่งไม่ได้อยู่หน้างาน ขาดความรู้สึกการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ซึ่งผู้บริหารไม่มีข้อสงสัยเรื่องผลดีจากการเปลี่ยนแปลง แต่ผู้ปฏิบัติงานขาดหลักฐานช่วยสร้างความเชื่อมั่น
สิ่งที่ควรทำ คือ สร้างความชัดเจนให้มากขึ้น
สิ่งที่ทำถูกต้อง คือ การตั้งคณะกรรมการพัฒนาบุคลากรเริ่มการจัดทำประเด็นที่ต้องดำเนินการ จำนวนคนที่เข้าร่วมกิจกรรมที่กรรมการพนักงานสัมพันธ์จัดขึ้นค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น และกรรมการพนักงานสัมพันธ์จัดประชุมเพื่อให้ฝ่ายบริหารรายงานสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
ส่วนมุมมองว่าแต่ละคน แต่ละที่มีธรรมชาติ และปัจจัยที่แตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ การเข้าใจปัจจัยพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลง และแม้ว่าความสูญเสียนั้นจะเกิดขึ้นควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้มันคุ้มค่ามากที่สุด แต่เจ็บปวดน้อยที่สุด
 
ที่มาจาก http://blog.lib.kmitl.ac.th/?p=6229
 

 

แนวคิดการออกแบบห้องสมุด – 10 สิ่งที่ผู้ใช้ต้องการจากห้องสมุด

วันนี้มีอีกเรื่องดีๆที่นำเสนอสมาชิกชาวบล๊อกเช่นเคยคะ
เรื่องๆ นี้ต้นฉบับมาจากเรื่อง “10 สิ่งที่ผู้ใช้ต้องการจากห้องสมุด (แนวความคิดในการออกแบบห้องสมุด)” แปลมาจากบทความ “Ten Things About What People Want”

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกนำมาเผยแพร่เพื่อการปรับปรุงและพัฒนาห้องสมุดประชาชนเป็นหลัก โดยดึงรายละเอียดมาจากความต้องการของผู้ใช้บริการห้องสมุดประชาชน บทความนี้นอกจากเจ้าหน้าที่ห้องสมุดแล้ว ขอแนะนำให้นักออกแบบอาคารได้นำข้อมูลส่วนนี้ไปใช้ด้วย
10 สิ่งที่ผู้ใช้ต้องการจากห้องสมุด มีดังนี้
1. Comfortable places (soft furniture, fireplaces, lights) สถานที่ต้องสะดวกสบาย เช่น มีการจัดเฟอร์นิเจอร์สวยงาม มีแสงไฟสว่างเพียงพอ อากาศถ่ายเทสะดวก
2. Meeting rooms and study rooms มีห้องประชุมกลุ่ม และห้องที่สามารถใช้ศึกษาร่วมกันได้
3. Supported services (self-check out, drive-up windows, outside pick-up lockers) มีการสนับสนุนในงานบริการต่างๆ เพื่อความสะดวกของตัวผู้ใช้ เช่น บริการยืมคืนด้วยตัวเอง, ที่ฝากของหรือตู้ล็อกเกอร์เก็บของ
4. Food service (Vending is more practical than coffee shops) มีบริการในส่วนอาหาร โดยอาจจะแยกมุมให้บริการต่างหาก
5. Multi-functional children’s areas (with special sized doors, murals) มีมุมเพื่อกาศึกษาสำหรับเด็กเช่น หนังสือเด็ก ของเล่นเด็ก
6. Teen friendly areas มุมสำหรับวัยรุ่น (ไม่ต้องคิดลึก มุมนี้เป็นมุมสำหรับทำกิจกรรมในช่วงสุดสัปดาห์ร่วมกัน เช่น มีการฝึกอบรม ฝึกปฏิบัติ หรือกิจกรรมอื่นๆ เช่น ฉายหนังในวันหยุดสุกสัปดาห์)
7. Retail-oriented merchandising (bookstore-like open face shelving) นอกจากยืมคืนหนังสือ หรือบริการอ่านแล้ว ห้องสมุดควรมีส่วนที่เป็นการค้าด้วย เช่น ขายหนังสือที่น่าสนใจ หรืออุปกรณ์อื่นๆ
8. Technology (unobtrusive stations, wireless patios, RFD checkout) เทคโนโลยีในห้องสมุดก็ต้องมีความทันสมัยตามยุค หรือตามสังคมให้ทัน เช่นมีบริการ wifi, ใช้ชิป rfid
9. Good way finding (more than just good signs – good paths) มีวิธีเพื่อช่วยให้ผู้ใช้หาหนังสือได้เร็วขึ้น เช่น ทำป้ายบอกหมวดหมู่ติดตามชั้นหนังสือให้ชัดเจน บอกรายละเอียดครบถ้วน
10. Sustainable environment (energy efficiency, green materials, pollution free) ดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น มุมไหนที่มีผู้ใช้น้อยก็อาจจะเปิดเครื่องปรับอากาศให้น้อยลง บางที่เคยเห็นว่าเครื่องใช้บางอย่างใช้แผงโซล่าห์เซลล์ด้วย

1 วัน 1 ภาพ เพื่อสื่อความเป็นห้องสมุดและบรรณารักษ์ยุคใหม่

 

1 วัน 1 ภาพ เพื่อสื่อความเป็นห้องสมุดและบรรณารักษ์ยุคใหม่

การจัดทำภาพข้อความเพื่อสื่อถึงความเป็นห้องสมุดและบรรณารักษ์ยุคใหม่
 
 
1 ในความคิดและความตั้งใจของผมในปีนี้ คือ จะต้องโพสภาพข้อความที่เกี่ยวข้องกับวงการห้องสมุดและบรรณารักษ์ให้ได้วันละ 1 ภาพ
 
สิ่งที่ผมจะบอก คือ ความง่ายของมัน
โปรแกรมที่ผมพูดถึงข้างต้นมันง่ายมากๆ
แต่เพื่อนๆ หลายคนคิดไม่ถึง
 
ผมขอยกตัวอย่างภาพที่ผมทำจาก Microsoft Powerpoint ภาพ Infographic หลายๆ ตัวที่ผมเคยโพสไปแล้วในบล็อกนี้
 
 

ลองมาดูกันตั้งแต่วันที่ 1 – 6 มกราคม 2556 ผมโพสรูปภาพอะไรไปแล้วบ้าง
 
วันที่ 1 มกราคม 2556
 
วันที่ 2 มกราคม 2556
 
วันที่ 3 มกราคม 2556
 
วันที่ 4 มกราคม 2556
 
วันที่ 5 มกราคม 2556
 
วันที่ 6 มกราคม 2556
 
เอาเป็นว่าพอจะมองเห็นภาพกันแล้วใช่มั้ยครับ
ไอเดียนี้ทำให้คนเข้ามาที่เครือข่ายห้องสมุดและบรรณารักษ์ไทยมากขึ้นเยอะมากๆ เลย
ผมเลยอยากให้เพื่อนๆ ลองทำกันดู อย่าคิดอะไรยากครับ ณ จุดๆ นี้
 
ที่มาจาก http://www.libraryhub.in.th/2013/01/06/1-day-1-text-photo-for-library-and-librarian-new-gen/

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บทบาทของห้องสมุดและบรรณารักษ์ต่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

บทบาทของห้องสมุดและบรรณารักษ์ต่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

 
ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า บทความนี้ผมเขียนเพื่อร่วมสนุกในบล็อก Gotoknow ดังนั้นถ้าเพื่อนๆ จาก gotoknow มาพบบทความนี้ ขอให้เข้าใจว่าบทความนี้เป็นของ “นายเมฆินทร์ ลิขิตบุญฤทธิ์” หรือ “Projectlib” หรือ “km_library” ใน Gotoknow นั่นเอง



ใน Gotoknow ให้เขียนเรื่อง “บทบาทของห้องสมุดและบรรณารักษ์ต่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21” โดยตอบคำถามดังต่อไปนี้
- ห้องสมุดควรมีบริการอะไรบ้าง
- ห้องสมุดควรมีบทบาทในการส่งเสริมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนรู้หรือไม่
- บรรณารักษ์ควรมีบทบาทเป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างไร
- เทคโนโลยีการสืบค้นข้อมูลควรปรับเปลี่ยนหรือไม่
- บรรยากาศสิ่งแวดล้อมในห้องสมุดน่าจะเป็นอย่่่างไร
- บรรณารักษ์ควรเป็นผู้ที่คอยช่วยส่งเสริมทักษะการเรียนรู้อะไรบ้างให้แก่ผู้เรียนหรือประชาชนทั่วไป
- ห้องสมุดประชาชนกับห้องสมุดโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยควรจะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

1. ห้องสมุดควรมีบริการอะไรบ้าง
ตอบ – ภาพเดิมๆ ของเราเกี่ยวกับห้องสมุด คือ สถานที่ที่ให้บริการเกี่ยวกับการอ่านหนังสือ การสืบค้นหนังสือ ทรัพยากรสำคัญของห้องสมุดคือหนังสือ แต่โลกได้เปลี่ยนไปมากเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตเราค่อนข้างเยอะ ห้องสมุดควรบริการตอบคำถามและช่วยการค้นคว้าเพื่อคลายข้อสงสัยให้กับผู้ใช้บริการ ควรบริการตอบคำถามและช่วยการค้นคว้าให้ผู้ที่ต้องการข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยคำตอบและข้อมูลที่ให้กับผู้ใช้บริการบางทีอาจไม่ได้เก็บอยู่ในรู้แบบหนังสือก็ได้ เช่น บางองค์ความรู้อยู่ในตัวบุคคล ห้องสมุดก็เชิญเขามาพูดหรือเป็นวิทยากรก็ได้ ห้องสมุด คือ พื้นที่ที่ให้บริการข้อมูล ความรู้ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

2. ห้องสมุดควรมีบทบาทในการส่งเสริมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนรู้หรือไม่
ตอบ – ควรมี เพราะห้องสมุดคือสถานที่ที่รวบรวมความรู้ ซึ่งไม่ได้มีแค่หนังสือเท่านั้น แต่ห้องสมุดจะเป็นสถานที่ที่มีจุดเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ต่างๆ ห้องสมุดไม่สามารถเก็บหนังสือได้ทุกเล่มบนโลก แต่ห้องสมุดจะเป็นคนบอกให้คุณรู้ว่าที่ไหนมีความรู้อะไร ที่ไหนมีข้อมูลอะไร และที่ไหนที่จะแก้ข้อสงสัยที่คุณอยากรู้ได้ ดังนั้นเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลและความรู้ กระบวนการหนึ่งที่ห้องสมุดต้องให้ความสำคัญ คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เริ่มจากคนที่ทำงานในห้องสมุด ผู้ใช้บริการ …..

3. บรรณารักษ์ควรมีบทบาทเป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างไร
ตอบ -บรรณารักษ์ไม่ใช่แค่คนที่นั่งเฝ้าหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่บรรณารักษ์จะต้องรู้จักหนังสือในห้องสมุดทั้งหมดด้วย การที่ผู้ใช้บริการมาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือ แล้วบรรณารักษ์สามารถเชื่อมโยงความรู้ต่างๆ ได้รอบห้องสมุดนับเป็นสิ่งที่ผมอยากเห็นมากๆ หรือแม้แต่การเปลี่ยนบทบาทของบรรณารักษ์ให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหนังสือก็ยิ่งดี เช่น เมื่อคนเข้ามาในห้องสมุดแล้วต้องการรู้วิธีการรักษาสุขภาพ บรรณารักษ์ก็จะแนะนำหนังสือพร้อมทั้งบอกได้ว่าเล่มไหนอ่านดี เล่มไหนอ่านง่าย ช่วยชี้นำทำให้เกิดการเรียนรู้และความสนใจในการอ่านหนังสือของผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้น

4. เทคโนโลยีการสืบค้นข้อมูลควรปรับเปลี่ยนหรือไม่
ตอบ – ควรเปลี่ยนอย่างยิ่ง การสืบค้นหนังสือในห้องสมุดอย่างเดียว เดี๋ยวนี้ผมว่าไม่พอแล้วหล่ะครับ การค้นหาหนังสือแบบเดิมๆ คือ การค้นชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่ง สถานที่จัดเก็บ โลกที่ผมอยากเห็นคือการสืบค้นข้อมูลของหนังสือที่นำไปสู่บทวิจารณ์หนังสือ (ความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหลังจากที่อ่านหนังสือ ผมว่ามันมีค่าไม่ต่างจากเนื้อเรื่องในหนังสือเลย) หรือการที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับระบบสืบค้นหนังสือ เช่น สามารถกำหนดคำสืบค้นให้กับหนังสือที่เราสืบค้นได้ (การที่บรรณารักษ์เป็นคนกำหนดคำสืบค้นต่างๆ ให้หนังสือ บางครั้งทำให้ผู้ค้นสืบค้นไม่เจอ เพราะคำศัพท์ที่บรรณารักษ์นำมาใช้มาจากตำราการให้หัวเรื่อง)

5. บรรยากาศสิ่งแวดล้อมในห้องสมุดน่าจะเป็นอย่่่างไร
ตอบ – ห้องสมุดแบบเดิมๆ ต้องมีบรรยากาศเงียบสงบ ใครส่งเสียงดังก็เหมือนคนทำผิดร้ายแรง จริงๆ แล้วสำหรับผมการที่ห้องสมุดมีเสียงบ้างไม่ใช่เรื่องน่าแปลก เพราะการที่คนได้อ่านหนังสืออาจมีเรื่องที่สงสัยหรือเรื่องที่ต้องอภิปรายกัน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในห้องสมุดก็จำเป็นที่ต้องใช้เสียง ไม่เคยมีใครบอกเลยนะครับว่า การเรียนรู้ต้องนั่งเงียบๆ แล้วจะเรียนรู้ได้ดี (สำหรับผมการเรียนรู้เกิดจากการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และห้องสมุดควรเป็นสถานที่เอื้อให้เกิดสิ่งนี้)

6. บรรณารักษ์ควรเป็นผู้ที่คอยช่วยส่งเสริมทักษะการเรียนรู้อะไรบ้างให้แก่ผู้เรียนหรือประชาชนทั่วไป
ตอบ -อย่างแรกที่บรรณารักษ์ควรเป็น คือ การแนะนำเรื่องกระบวนการในการเปลี่ยนความรู้ อ่านหนังสือเสร็จให้ผู้ใช้บริการลองเขียนวิจารณ์หนังสือ หรือ ชวนพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่ผู้ใช้บริการอ่าน ผมว่าคนเราถ้าได้พูดคุยกัน ได้แลกเปลี่ยนความรู้กันมันทำให้เรายิ่งรู้มากขึ้นด้วย

7. ห้องสมุดประชาชนกับห้องสมุดโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยควรจะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
ตอบ -ปัจจุบันนี้ห้องสมุดโรงเรียนหรือห้องสมุดมหาวิทยาลัยบางแห่งก็เปิดให้บริการแก่บุคคลภายนอกด้วย (ประชาชนทั่วไป) ซึ่งการให้บริการความรู้ผมว่าทั้งสองแบบเหมือนกัน แต่อาจจะต่างกันที่เนื้อหาสาระมากกว่า เช่นในห้องสมุดประชาชนก็เน้นหนังสือที่ผู้ใช้บริการอ่านง่าย ไม่ซับซ้อนอะไรมาก ส่วนห้องสมุดโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยก็จะ

ที่มาจาก http://www.libraryhub.in.th/2013/01/07/library-and-librarian-role-in-learning-21x/

การเขียนประวัติส่วนตัวเพื่อสมัครงานห้องสมุดและบรรณารักษ์

การเขียนประวัติส่วนตัวเพื่อสมัครงานห้องสมุดและบรรณารักษ์

 
ช่วงต้นปีแบบนี้ เรื่องเด่นของวงการห้องสมุดและบรรณารักษ์ (จริงๆ ทุกวงการนั่นแหละ) จะพูดถึงเรื่องการรับสมัครงานกันเยอะพอสมควร คงเพราะเป็นฤดูที่เราต้องต้อนรับน้องๆ ที่จะจบจากมหาวิทยาลัยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อให้น้องๆ ได้เตรียมพร้อม (รุ่นพี่ๆ บางคนที่ต้องการแนวทาง) ผมจึงขอนำเสนอเรื่องการเขียนประวัติส่วนตัว หรือ Resume เพื่อสมัครงานในห้องสมุดมาให้อ่าน
ภาพจาก http://www.thaihowabout.com
ปล.ตัวอย่างหลักๆ จะเป็นภาษาอังกฤษนะครับ น้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ สามารถแปลให้เป็นภาษาไทยก็ได้ ผมเชื่อในความสามารถของทุกท่านอยู่แล้ว
จริงๆ แล้วการสมัครงานในบางห้องสมุดหรือบางบริษัท เขาจะมีแบบฟอร์มในการกรอกข้อมูลอยู่แล้ว ซึ่งเพื่อนๆ สามารถใช้ได้เลย แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าห้องสมุดหรือบริษัทที่เราจะสมัครงานมีแบบฟอร์มอยู่แล้ว ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาทการที่เรามีประวัติส่วนตัว หรือ Resume นับว่าเป็นการเตรียมพร้อมที่ดี
ข้อมูลที่ต้องมีในใบประวัติส่วนตัว (Resume)
1. ข้อมูลส่วนตัว
- ชื่อ นามสกุล
- วันเดือนปีเกิด (อายุ)
- ที่อยู่
- อีเมล์
- เบอร์โทรศัพท์
2. ข้อมูลด้านการศึกษา
- ประถม / มัธยม / อุดมศึกษา
- การเรียนนอกหลักสูตร เช่น ภาษาอังกฤษสำหรับห้องสมุด
3. ข้อมูลการฝึกงาน – ทำงาน
- ประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมตอนเรียนในมหาวิทยาลัยก็ได้
- ฝึกงานที่ไหน หน้าที่อะไร ระยะเวลาเท่าไหร่
- ทำงานที่ไหนมาบ้าง งานเสริม งานประจำ
4. ความสามารถพิเศษ หรือลักษณะนิสัยส่วนตัว
- ความสามารถด้านการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ใส่ชื่อโปรแกรมได้เลย
- ความสามารถทางภาษาอยู่ในระดับไหน

ที่มา http://www.libraryhub.in.th/2013/01/16/template-and-example-librarian-resume/

ทักษะที่จำเป็นสำหรับบรรณารักษ์ยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21


ทักษะที่จำเป็นสำหรับบรรณารักษ์ยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21
ทักษะที่จำเป็นสำหรับบรรณารักษ์ยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21” เป็นเรื่องที่ผมอ่านมาจากบล็อกในต่างประเทศ ซึ่งต้องบอกตามตรงว่าเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นมาตั้งแต่ปี 2006 แล้ว แต่พออ่านแล้วเห็นทักษะต่างๆ แล้วก็จะรู้ว่ายังคงใช้ได้เลยทีเดียว



ทักษะที่จำเป็นสำหรับบรรณารักษ์ยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ

1. ประเด็นความสามารถหรือทักษะในระดับต้น (สายปฏิบัติ) แบ่งออกเป็น 5 ข้อย่อย คือ
- ความสามารถที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลง
- นำสื่อออนไลน์เข้ามาใช้เพื่อความสะดวกสบาย
- ความสามารถในการแก้ไขปัญหาด้านเทคโนโลยีแบบเบื้องต้น
- ความสามารถในการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี
- ความสามารถในการรวบรวมไอเดียด้านเทคโนโลยีกับเครือข่ายห้องสมุด

สำหรับบรรณารักษ์ที่ปฏิบัติงานในระดับต้นส่วนใหญ่จะเน้นความสามารถในด้านการปฏิบัติเป็นหลัก ซึ่งโดยภาพรวมแล้วจะมุ่งเน้นไปสู่เรื่องของเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีเองก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วดังนั้นทักษะในเรื่องของการยอมรับความเปลี่ยนแปลงจึงสำคัญมาก อีกประเด็นคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อการทำงานตัวบรรณารักษ์เองก็จำเป็นต้องยึดหลักตามที่ผมเคยนำเสนอเรื่อง “รู้จัก – เข้าใจ – นำไปใช้” นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการดึงไอเดียหรือการหาไอเดียเพื่อการพัฒนางานบริการต่างๆ ซึ่งที่มาของไอเดียก็มาจากหลากหลายทาง ในที่นี่ขอเน้นเกี่ยวกับการทำงานกันเป็นเครือข่าย ความช่วยเหลือระหว่างวงการวิชาชีพก็มีความสำคัญมากเช่นกัน

2. ประเด็นความสามารถหรือทักษะในระดับสูง (สายการบริหาร) แบ่งออกเป็น 6 ข้อย่อย คือ
- ทักษะเรื่องการบริหารจัดการโครงการ
- ความสามารถในการตอบคำถามและการประเมินงานบริการห้องสมุด
- ความสามารถในการวิเคราะห์หาความต้องการของผู้ใช้บริการ
- วิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนภาพลักษณ์ห้องสมุดแบบเดิมๆ ไปสู่การเป็นห้องสมุดที่ใช้สื่อออนไลน์
- ความสามารถในการหาจุดเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีและเปรียบเทียบเทคโนโลยีด้านต่างๆ
- ความสามารถในการขายไอเดียห้องสมุด (นำเสนอห้องสมุด)

จะสังเกตได้ว่าทักษะและความสามารถของบรรณารักษ์ที่อยู่ในระดับสูง หรือสายงานบริหารจะต้องมีทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเช่นกัน แต่คงไม่ต้องลงมาปฏิบัติเหมือนขั้นต้นแล้ว จุดสำคัญอยู่ที่การประเมินการใช้งานด้านเทคโนโลยีในห้องสมุด การเปรียบเทียบระบบแบบต่างๆ รวมถึงงานวิเคราะห์หาความต้องการของผู้ใช้ พูดง่ายๆ ว่าจะมีทั้งงานบริหารและงานวิชาการเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากนั้นยังต้องมีความสามารถในเรื่องการนำเสนอหรือขายไอเดียห้องสมุดให้สาธารณชนได้รู้จักและเห็นคุณค่าของห้องสมุดด้วย

ที่มาจาก http://www.libraryhub.in.th/2012/05/12/skills-for-the-21st-century-librarian/

10 ข้อปฏิบัติที่จะทำให้คุณกลายเป็นบรรณารักษ์คนใหม่


10 ข้อปฏิบัติที่จะทำให้คุณกลายเป็นบรรณารักษ์คนใหม่
ภาพเดิมๆ ของบรรณารักษืในสายตาผู้ใช้บริการ คือ “บรรณารักษ์เป็นเพียงแค่คนเฝ้าหนังสือในห้องสมุด”
การจะเปลี่ยนภาพลักษณ์หรือค่านิยมเหล่านี้ได้ มันก็ต้องขึ้นอยู่กับเราว่า “จะยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองมั้ย”

ข้อปฏิบัติเพื่อเป็นบรรณารักษ์คนใหม่ได้ มีดังนี้

1. Ask questions (ตั้งคำถาม)
- ในขณะที่ถูกสัมภาษณ์งานบรรณารักษ์ พยายามอย่าให้คนสัมภาษณ์งานถามเราเพียงฝ่ายเดียว เราควรจะต้องถามและพยายามเรียนรู้เรื่องห้องสมุดนั้นๆ ด้วย เช่น ถามคำถามกลับไปว่าตอนนี้ห้องสมุดมีโครงการไอทีหรือปล่าว และมีแผนนโยบายของห้องสมุดเป็นอย่างไร

2. Pay attention (เอาใจใส่)
- เวลาสัมภาษณ์งานบรรณารักษ์ ก็ขอให้มีความเอาใจใส่และสนใจกับคำถาม ที่คนสัมภาษณ์ถามด้วย ไม่ใช่ยิงคำถามอย่างเดียว ในการเอาใจใส่นี้อาจจะแทรกความคิดเห็นของเราลงไปในคำถามด้วย

3. Read far and wide (อ่านให้เยอะและอ่านให้กว้าง)
- แน่นอนครับ บรรณารักษ์เราต้องรู้จักศาสตร์ต่างๆ รอบตัวให้ได้มากที่สุด ยิ่งอ่านมากยิ่งรู้มากโดยเฉพาะข่าวสารในแวดวงบรรณารักษ์

4. Understand copyright (เข้าใจเรื่องลิขสิทธิ์)
- เรื่องลิขสิทธิ์ดูอาจจะเป็นเรื่องของกฎหมายซึ่งหลายๆ คนมองว่าไกลตัว แต่จริงๆ แล้วผมก็อยากบอกว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับห้องสมุดโดยตรงในเรื่องของการเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศต่างๆ ในห้องสมุด รวมถึงสื่อออนไลน์ของห้องสมุดด้วย

5. Use the 2.0 tools (ใช้เครื่องมือ 2.0)
- ตรงๆ เลย ก็คือ ต้องรู้จักและนำเอา web 2.0 มาประยุกต์ใช้กับการให้บริการในห้องสมุด หรือบางคนอาจจะเคยได้ยินเรื่อง library 2.0 ก็ว่างั้นแหละ

6. Work and Play (ทำงานอย่างมีความสุข)
- บรรณารักษ์ยุคใหม่อย่างน้อยต้องรู้จักการประยุกต์การทำงานให้ ผู้ทำงานด้วยรู้สึกสนุกสนานกับงานไปด้วย เช่น อาจจะมีการแข่งขันในการให้บริการกัน หรือประกวดการให้บริการกันภายในห้องสมุดก็ได้

7. Manage yourself (จัดการชีวิตตัวเอง)
- บางคนอาจจะบอกว่าทำไมบรรณารักษ์ต้องทำโน้นทำนี่ “ฉันไม่มีเวลาหรอก” จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าไม่มีเวลาหรอกครับ แต่เพราะว่าเขาไม่จัดการระเบียบชีวิตของตัวเอง ดังนั้นพอมีงานจุกจิกมาก็มักจะบอกว่าไม่มีเวลา ดังนั้นบรรณารักษ์ยุคใหม่นอกจากต้องจัดการห้องสมุดแล้ว การจัดการตัวเองก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

8. Avoid technolust (ปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยี)
- ห้ามอ้างว่าไม่รู้จักเทคโนโลยีโน้น หรือเทคโนโลยีนี้ บรรณารักษ์ยุคใหม่ต้องหัดและทดลองใช้เทคโนโลยีเบื้องต้นให้ได้

9. Listen to the reasoned librarians (รับฟังความคิดเห็นของบรรณารักษ์ด้วยกัน)
- อย่างน้อยการรับฟังแบบง่ายๆ ก็คือ คุยกับเพื่อนร่วมงานดูว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ในการบริการ บรรณารักษ์ต้องช่วยเหลือกัน อย่างต่อมานั่นก็คือ การอ่านบล็อกของบรรณารักษ์ด้วยกันบ้าง บางทีไม่ต้องเชื่อทั้งหมด แต่ขอให้ได้ฟังความคิดเห็นกันบ้าง

10. Remember the Big Picture (มองภาพรวมให้ได้)
- การมองภาพรวมของการทำงานในห้องสมุดจะทำให้เราเข้าใจว่างานต่างๆ ในห้องสมุดล้วนแล้วแต่มีความสอดคล้องกัน การทำงานจึงต้องอาศัยความเชื่อมโยง หากไม่เห็นภาพรวมของห้องสมุดเราก็จะทำงานไม่มีประสิทธิภาพ

ที่มาจาก  http://www.libraryhub.in.th/2011/04/28/10-rules-for-new-librarian/

Infographic เทรนด์ในการอ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Reading)


Infographic เทรนด์ในการอ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Reading)
ภาพ Infographic นี้ได้พูดถึงแนวโน้มและพฤติกรรมของการอ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบภาพรวม
เช่น ทำไมถึงอ่าน อุปกรณ์อ่านที่เป็นที่นิยม ฯลฯ

การสำรวจข้อมูลครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างคือชาวอเมริกันที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป
- เพศชายกับเพศหญิงมีสัดส่วนในการอ่าน E-book ใกล้เคียงกัน ช่วงอายุที่อ่านมากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 18-49 ปี และมีรายได้มากกว่า 50,000 เหรียญต่อปี
- เหตุผลในการอ่านหลักๆ คือ เพื่อการเรียนรู้, เพื่อหลบหนีความเป็นจริง และเพื่อความเป็นเทิง
- ในช่วงเวลาหนึ่งปี อัตราในการอ่านหนังสือโดยเฉลี่ย หนังสือประเภทสิ่งพิมพ์จำนวน 15 เล่ม และ E-book จำนวน 24 เล่ม
- อัตราของการซื้อหนังสือคนที่อ่าน E-book จะซื้อหนังสือมากกว่านักอ่านปกติ
- E-Reader ที่เป็นที่นิยมมากที่สุด คือ Kindle Fire
- แต่เมื่อเทียบ Kindle Fire กับ iPad คนใช้ iPad มากว่าหลายเท่า
ประเด็นสุดท้ายน่าสนใจมากๆ ครับ คือ “เหตุผล 4 ประการที่ไม่ซื้อ E-Reader”
1. ไม่จำเป็นหรือต้องการแค่ 1 (บางคนใช้ tablet ซึ่งแทนกันได้)
2. ไม่สามารถใช้ได้แค่คนๆ หนึ่ง (ไม่อยากใช้งานร่วมกับคนอื่น)
3. มีอุปกรณ์ดิจิทัลอื่นๆ อยู่แล้ว เช่น Tablet Notebook PC
4. ชอบหนังสือประเภทสิ่งพิมพ์มากกว่า
เอาหล่ะครับก็ขอฝากเรื่องราวดีๆ ไว้เพียงเท่านี้ก่อนแล้วกัน

“ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเพียงใด คนก็ยังคงต้องการแสวงหาความรู้มากขึ้นไปด้วย และการอ่านก็ช่วยให้เราได้เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ได้เช่นกัน รูปแบบของหนังสือจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่คนเราก็ยังไม่ทิ้งหนังสือที่เป็นเล่มอยู่ดี”

เปรียบเทียบข้อดีของหนังสือฉบับกระดาษกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์

 

เปรียบเทียบข้อดีของหนังสือฉบับกระดาษกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์

 
 
วันนี้เจอประเด็นนึงในกลุ่มบรรณารักษ์ไทยใน Facebook “ข้อดีและข้อเสียของ E-Book หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีอะไรบ้าง ?” ซึ่งประเด็นนี้ผมจะเขียนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วแต่ไม่มีเวลา วันนี้ผมจึงขอเขียนเรื่องนี้ออกเป็นสองประเด็นแล้วกัน
ประเด็นที่ผมจะนำเสนอ มาจากบทความ 2 เรื่อง ดังนี้
1. 5 ประเด็นที่บอกว่าหนังสือดีกว่า ebooks
2. 5 ประเด็นที่บอกว่า ebooks ดีกว่าหนังสือ

5 ประเด็นที่บอกว่าหนังสือดีกว่า ebooks


1. Feel หรือ ความรู้สึก – เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดกันมากอยู่แล้วว่าหนังสือแบบกระดาษยังคงให้ความรู้สึกที่ดีต่อการอ่านมากกว่า การได้จับกระดาษ พลิกกระดาษไปทีละหน้าเป็นเรื่องที่ ebooks ยังหาความรู้สึกมาแทนไม่ได้

2. Packaging หรือ รูปลักษณะของตัวเล่มหนังสือ – นอกจากในเรื่องของตัวเล่มแล้วยังรวมถึงสิ่งที่มากับหนังสือ เช่น ภาพประกอบหนังสือด้วย การที่รูปบางรูปไปอยู่ใน ebooks มันทำให้ไม่สะดวกต่อการดูเพราะหน้าจอของ ebooks มันเล็กกว่าหนังสือบางเล่ม แม้ว่า ebooks จะมีฟังค์ชั่นในการขยายรูปภาพ แต่ก็ไม่ชัดเจนเท่ากับการดูภาพฉบับจริง นอกจากนี้ปกหนังสือก็เป็นจุดดึงดูดให้คนสนใจหนังสือมากกว่าด้วย หากปกหนังสือในอีบุ๊คหลายๆ รุ่นยังไม่มีภาพที่เป็นสีเลย ทำให้จุดนี้หนังสือแบบเดิมก็ยังคงดีกว่า ebooks

3. Sharing หรือการแบ่งปัน – ในแง่นี้หมายถึงการให้เพื่อนยืมไปอ่าน การนำหนังสือไปบริจาคต่อให้คนอื่น ถ้าเป็น ebooks มันจะมีการติดสิทธิ์จำพวก DRM ซึ่งทำให้เกิดความไม่สะดวกหรือบางเล่มไม่สามารถนำไปให้คนอื่นอ่านต่อได้ ลิขสิทธิ์ของ ebooks จะมีแค่เจ้าของเพียงคนเดียว แต่หนังสือหากเราอ่านจบแล้วยังส่งต่อให้ใครก็ได้ยืมอ่านต่อ

4. Keeping หรือ การเก็บ – จากเรื่องของ DRM ในข้อเมื่อกี้แล้วสิ่งที่น่าคิดอีก คือ ในอนาคต ebooks อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปมากกว่านี้ สมมุติว่าเราซื้อ ebooks ในปีนี้ เวลาผ่านไปอีก 10 ปีเราอยากจะอ่านเล่มนี้อีก เราอาจจะต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ เปลี่ยนโปรแกรมอ่านใหม่ ซึ่งมันก็ไม่เหมาะเลย (ยกตัวอย่างไฟล์โปรแกรมที่เราเคยเล่นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ลองเอาโปรแกรมนั้นมาลองเล่นดูสิครับ) แต่มุมมองกลับกันถ้าเป็นหนังสือ อีกสิบปีเราอยากอ่านก็หยิบหนังสือเล่มเดิมออกมาไม่ต้องเปลี่ยนปกใหม่เรก็อ่านได้ครับ 5555

5. Second hand book หรือ หนังสือมือสอง -? เรื่องนี้ก็ไม่พ้น DRM เช่นกัน หากเราอ่านหนังสือเล่มเดิมๆ จนเบื่อแล้ว ถ้าเป็นหนังสือเราก็เอาไปขายต่อเป็นหนังสือมือสองได้ แต่ ebooks ไม่สามารถขายได้เนื่องจากมันจะผูกกับสิทธิ์เจ้าของเพียงคนเดียว

5 ประเด็นที่บอกว่า ebooks ดีกว่าหนังสือ
1. Social Highlighting หรือ ช่วยกันเน้นข้อความที่น่าสนใจ – ฟังค์ชั่นนี้เป็นจุดเด่นของการอ่านหนังสือบน ebooks ความสามารถในการแบ่งปันหรือการอ่านหนังสือร่วมกัน (แต่ละคนต้องซื้อหนังสือหรือดาวน์โหลดเล่มเดียวกันมาเท่านั้นนะ) เมื่อเจอข้อความเด็ดๆ หรือน่าอ่านเราก็จะเน้นข้อความนั้นเพื่อให้เพื่อนๆ ที่อ่านเล่มเดียวกันได้เห็นทำให้การอ่านสนุกมากยิ่งขึ้น ลองมองภาพนะว่าหากเราไปยืมหนังสือห้องสมุดมาอ่านแล้วเราทำ highlight ลงไป คงโดนด่าแน่นอน


2. Notes หรือ จดบันทึก – ฟังค์ชั่นนี้จะคล้ายๆ กับเมื่อกี้ แต่เน้นการเติมข้อมูลลงไปด้วย บางคนอ่านแล้วก็สรุปใจความสำคัญลงไปใน ebooks เผื่อในอนาคตกลับมาอ่านใหม่จะได้จำได้ นอกจากนี้ยังใช้บันทึกเพื่อเตือนความจำในหนังสือได้
3. Look up of word หรือ ค้นหาคำในหนังสือ – หากหยิบหนังสือแบบเดิมมาอ่านการที่เราจะต้องหาคำที่เราอยากอ่านในหนังสือทำได้โดยการที่เราจะต้องอ่านมันทั้งเล่มแล้วก็จดมันออกมา แต่ใน ebooks มีฟังค์ชั่นในการค้นหาคำซึ่งมันสะดวกมากกว่าการที่เราจะต้องอ่านมันทั้งเล่ม


4. Social network หรือ เครือข่ายสังคมออนไลน์ - เมื่อเราเจอประโยคเด็ดๆ ในหนังสือบางทีเราก็อยากจะแชร์สิ่งนั้นไปให้เพื่อนๆ ได้อ่านเหมือนกัน ตอนนี้ ebooks device หลายรุ่นก็ทำฟีเจอร์เพื่อให้เครื่อง ebooks ต่ออินเทอร์เน็ตแล้วส่งข้อความผ่าน twitter หรือ facebook ได้แล้ว เช่น? Kindle 2.5

5. Search หรือ การค้นหา – ฟีเจอร์เพิ่มเติมที่น่าสนใจของการอ่าน ebooks คือเราสามารถนำข้อความใน ebooks ไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน search engine ได้ด้วย ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่มากกว่าการอ่านหนังสือได้ด้วย